ทำอย่างไรเมื่อเด็กติดมือถือ เสี่ยงสมาธิสั้น พร้อมวิธีแก้ไขสำหรับพ่อแม่ยุคดิจิทัล

ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และสามารถเข้าถึงได้ง่ายแม้ในเด็กเล็กวัยเพียงไม่กี่ขวบ บางครอบครัวพ่อแม่อาจให้ลูกอยู่กับหน้าจอมือถือ แท็บเล็ต เพื่อลดภาระด้านเวลา เนื่องจากอาจจะไม่มีเวลาดูแลมากนัก หรือในช่วงปิดเทอมที่เด็ก ๆ จะได้อยู่บ้าน แทนที่จะได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ กลับเอาแต่เล่นโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตเกือบทั้งวัน แต่ทราบไหมคะ ว่าการปล่อยให้เด็ก ๆ อยู่กับหน้าจอมากเกินไปนั้นส่งผลเสียในระยะยาวที่รุนแรง

จากผลสำรวจพบว่า เกือบครึ่งของเด็กอายุ 0-2 ขวบ มีปฏิสัมพันธ์กับสมาร์ตโฟน และกลุ่มคน Generation Z ใช้เวลาหน้าจอเฉลี่ยมากถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน สะท้อนถึงแนวโน้มสถานการณ์ในอนาคต การขยายตัวด้านพฤติกรรมหน้าจอในเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย และจากผลวิจัยของ Active Healthy Kids Global Alliance พบว่าในช่วงระหว่างปี 2555-2560 เด็กและเยาวชนไทยมีพฤติกรรมเนือยนิ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 13 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน จากนั้นในปี 2561-2563 ระยะเวลาของพฤติกรรมเนือยนิ่งต่อวันกลับเพิ่มสูงขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยสูงเกินกว่า 14 ชั่วโมงต่อวัน และมีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต

ผลเสียเมื่อเด็กติดจอ เสี่ยงสมาธิสั้น

การปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ แท็บเล็ต มากเกินไป อาจก่อให้เกิดอาการ “ติดจอ” โดยเฉพาะในเด็กอายุ 0-6 ปี ที่อยู่ในช่วงวัยกำลังเรียนรู้สิ่งรอบตัว มีความสำคัญต่อพัฒนาการทั้งสมอง ร่างกาย และจิตใจ ดังนั้น หากเด็กสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา จะทำให้ส่งผลกระทบด้านต่าง ๆ

ด้านสุขภาพ

แน่นอนว่าเด็กในวัยเจริญเติบโต หากไม่ได้ทำกิจกรรมที่ต้องมีการคิด การขยับร่างกาย ย่อมส่งผลเสียต่อการพัฒนาทักษะสมอง กล้ามเนื้อ และสุขภาพโดยตรง

การจ้องจอโทรศัพท์ แท็บเล็ต นาน ๆ จะทำให้เกิดอาการปวดหัว ปวดตา ปวดต้นคอ ปวดกล้ามเนื้อต่าง ๆ และปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ สายตาสั้น ตาแห้ง จอประสาทตาเสื่อม ในเด็กบางรายอาจเป็นโรคขาดสารอาหาร เนื่องจากติดจอจนไม่ยอมทานข้าว หรือเป็นโรคอ้วนจากการนั่งนาน ๆ โดยไม่ได้ขยับร่างกาย รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด

ด้านพัฒนาการและอารมณ์

เมื่อเด็กขาดโอกาสในเรียนรู้ในช่วงวัยที่สำคัญ เพราะเนือยนิ่ง ไม่ขยับ จะส่งผลต่อสมองและพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้ โดยในทางการแพทย์พบว่าเด็กที่เล่นมือถือนาน ๆ ติดต่อกัน 2 ชั่วโมง ต่อเนื่องกัน 2 ปี มีผลให้ขนาดของสมองบางส่วนเล็กลง มีพัฒนาการช้า กระบวนการคิด-พูดช้า สื่อสารน้อย และเสี่ยงต่ออาการสมาธิสั้น หรือ โรคสมาธิสั้นเทียม

ด้านสังคม

ความสัมพันธ์ในครอบครัว คือพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยสอนให้เด็กรู้จักการเข้าสังคม ซึ่งหากเด็กไม่เคยได้ทำกิจกรรมหรือมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว จะส่งผลให้ขาดทักษะด้านนี้ และกลายเป็นคนเก็บตัวอยู่กับมือถือ แท็บเล็ต ซึ่งอาจมีผลต่อการทำงานและการสื่อสารกับผู้คนเมื่อเติบโตคน

เด็กติดมือถือ เสี่ยงโรคสมาธิสั้น

โรคสมาธิสั้นนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุจากการใช้หน้าจอโดยตรง แต่เด็กที่ใช้หน้าจอมากจะมีสมาธิจดจ่อน้อยลงรวมถึงอาจมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว การปล่อยให้เด็กเล็กเล่นมือถือ แท็บเล็ต เป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน จะเป็นสิ่งกระตุ้นก่อให้เกิดโรคสมาธิสั้นได้ เนื่องจาก

  • สายตาจ้องโฟกัสกับความเคลื่อนไหวภาพตลอดเวลา
  • จดจ่อกับภาพในจอที่เปลี่ยนผ่านรวดเร็ว จนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
  • เกิดปัญหาการใช้สมองส่วนความจำลดลง ทำให้ไม่สามารถให้ความสนใจและเรียนรู้ได้

นอกจากนี้ยังส่งผลด้านอารมณ์ ก่อให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ มักพบปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ มีการแสดงออกที่รุนแรง โวยวาย ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลง่ายกว่าเด็กทั่วไป

การป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กติดมือถือ

พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง คือ หัวใจสำคัญที่จะช่วยป้องกันปัญหา “เด็กติดจอ” ได้มากที่สุด โดยต้องไม่ละเลยที่จะให้เวลากับการทำกิจกรรมร่วมกับลูก การสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในครอบครัว และเป็นตัวอย่างที่ดีของการไม่ติดมือถือและแท็บเล็ตมากเกินไป เพื่อไม่ให้ลูกจดจำทำตาม

ลูกติดมือถือทำอย่างไร?

  1. กำหนดเวลาเล่นมือถือให้ชัดเจน จำกัดเวลาในการใช้งานอย่างเหมาะสมตามวัย เช่น เด็กวัย 6 ปีขึ้นไป อาจให้เล่นวันละ 1 ชั่วโมงหลังทำการบ้านเสร็จแล้ว และในวันเสาร์-อาทิตย์ไม่เกิน 2 ชั่วโมง
  2. ไม่ปล่อยให้ลูกอยู่กับหน้าจอเพียงลำพัง ควรให้คำแนะนำเนื้อหาที่ดูไปด้วยกัน
  3. หากิจกรรมเสริมทดแทนให้กับลูก รวมถึงพ่อแม่ควรใช้เวลาทำกิจกรรมกับลูกเยอะ ๆ เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดี และช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูกอีกด้วย เช่น เล่นดนตรี เต้น ทำงานศิลปะ ทำอาหาร เล่นกีฬา
  4. ให้เด็กได้มีช่วงเวลาเล่น ที่เป็นอิสระกับเพื่อน ๆ ไม่บังคับให้เรียนอย่างเดียวมากเกินไป
  5. สร้างสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ไม่ใช้คำพูดเชิงลบ ใช้การคุยหรือสอนด้วยเหตุผล และชื่นชมเมื่อลูกทำได้ดี และหมั่นทำกิจกรรมสานสัมพันธ์ร่วมกัน

ข้อแนะนำการใช้เวลากับหน้าจอ ตามช่วงวัย

สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Pediatrics ) ได้กำหนดคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้หน้าจอสำหรับเด็กที่เหมาะสม เพื่อการป้องกันตามช่วงวัย  ไว้ดังนี้

  • เด็กเล็กอายุ 0-18 เดือน ไม่แนะนำให้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้เลย
  • เด็กอายุ 18-24 เดือน ควรหลีกเลี่ยงการใช้ หรือหากจำเป็นผู้ปกครองควรเลือกเฉพาะสื่อที่มีประโยชน์เท่านั้น

– เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ผู้ปกครองควรพาทำกิจกรรม เช่น เล่านิทาน ร้องเพลง ชวนเล่นแบบเคลื่อนไหวร่างกายเยอะ ๆ เพื่อให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อทุกมัด

  • เด็กอายุ 2-5 ขวบ ควรใช้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง โดยผู้ปกครองควรอยู่ด้วยตลอดเวลาเพื่อให้คำแนะนำ และเลือกเป็นสื่อสร้างสรรค์หรือสื่อที่ให้เด็ก ๆ ได้ร่วมเล่นด้วยเพื่อให้เกิดพัฒนาการความคิดอ่าน  ควรเล่นเกมหรือดูรายการที่เน้นส่งเสริมพัฒนาการและการศึกษา
  • เด็กอายุ 6-17 ปี ให้จำกัดเวลาการใช้ให้เหมาะสมโดยไม่ควรเกินวันละ 2 ชั่วโมง

– วัย 6-10 ปี อาจฝึกให้เด็ก ๆ ควบคุมและจัดการเวลาเล่นของตนเองทีละน้อย ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง

– วัย 11 ปีขึ้นไป ควรเริ่มอธิบายให้เด็กเข้าใจผลกระทบของการอยู่กับหน้าจอนานเกินไป และให้ฝึกควบคุมเวลา เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตมากขึ้น

เอกสารอ้างอิง

SOS Children’s Villages Thailand. (2568). ทำอย่างไรเมื่อเด็กติดมือถือ เสี่ยงสมาธิสั้น พร้อมวิธีแก้ไขสำหรับพ่อแม่ยุคดิจิทัล. สืบค้น 6 พฤศจิกายน 2568, จาก https://www.sosthailand.org/blogs/2024/child-phone-addiction